วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

http://fat.surin.rmuti.ac.th/sub/plant/
                               อาหารสร้างโลก พืชศาสตร์สร้างอาหาร (คลิกๆที่ภาพครับ)
เอกสารอ้างอิง
                                                     เอกสารอ้างอิง(คลิกเบาๆนะครับ)

บทความทางวิชาการ

                              

                          ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตัดแต่งทรงพุ่มชา
                                                       อภิสิทธิ์ จัตุปา
                                                                      -------------------------------------------
                                                                               บทคัดย่อ

ชาเป็นพืชสวนอุตสาหกรรมที่ใช้ประโยชน์จากใบ คือส่วนที่นำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ชาเป็นพืชที่นิยมปลูกมากในเขตภาคเหนือของประเทศไทยได้แก่ จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ เป็นต้น ชาที่ผลิตได้ในประเทศไทยนั้น ให้ผลผลิตต่ำและคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค อาจเป็นเพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้ในเรื่อง การปลูก การดูแลรักษา รวมไปถึงการปลูกในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม และยังขาดวิธีการนำเทคนิคต่าง ๆ มาใช้ในการที่จะปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตชา ดังนั้นการเพิ่มปริมาณผลผลิตและคุณภาพของผลผลิตชาโดยการตัดแต่งควบคุมทรงพุ่มในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะกระทำในฤดูหนาวเป็นช่วงที่ต้นชาพักตัว คือวันที่ 5 ของเดือนมกราคม ทำให้ได้ยอดชาที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นและผลผลิตต่อปีสูง พร้อมทั้งมีคุณภาพยอดชาสดที่ดี และยอดชาที่ได้มีความสม่ำเสมอกัน เมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาชงดื่ม ชามีกลิ่นหอมจัด น้ำชาสีเขียวอมเหลือง-ค่อนข้างเหลือง เป็นที่ต้องการของตลาด จึงทำให้ชามีราคาสูงขึ้นช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรทางภาคเหนือเป็นอย่างดี

คำสำคัญ : ช่วงเวลา   ตัดแต่งทรงพุ่ม   ชา






  1 เอกสารประกอบสัมมนา วิชาสัมมนาพืชศาสตร์ ภาคเรียนที่ ปีการศึกษา 2558        
  นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาพืชศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

    อีสาน วิทยาเขตสุรินทร์



ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตัดแต่งทรงพุ่มชา
    อภิสิทธิ์  จัตุปา
    ------------------------------------
ชาเป็นพืชสวนอุตสาหกรรมที่ใช้ประโยชน์จากใบ คือส่วนที่นำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จะอยู่ส่วนบนสุดของต้นซึ่งเป็นตำแหน่งของการผลิใบอ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด ชาปลูกมากในเขตภาคเหนือของประเทศไทยได้แก่ จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ เป็นต้น แต่ประเทศไทยยังมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ชาจากต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุสำคัญคือ ชาที่ผลิตได้ในประเทศไทยนั้น ให้ผลผลิตต่ำและคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค อาจเป็นเพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้ในเรื่อง การปลูก การดูแลรักษา รวมไปถึงการปลูกในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม และยังขาดวิธีการนำเทคนิคต่าง ๆ มาใช้ในการที่จะปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตชา โดยเฉพาะการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มชา จะส่งผลโดยตรงกับปริมาณและคุณภาพของยอดชาที่ได้  อย่างที่ทราบกันดีว่า แหล่งปลูกชาในประเทศไทย ชาไม่มีการพักตัวที่เด่นชัดเหมือนในต่างประเทศ  การตัดแต่งจึงไม่มีช่วงเวลาที่กำหนดตายตัว แต่จะทำก่อนเข้าฤดูหนาวเพียงครั้งเดียว (ประมาณช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-เดือนธันวาคม) โดยชาที่ตัดแต่งกิ่งในช่วงเวลาดังกล่าว จะเริ่มให้ผลผลิตได้ในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ยอดชาที่เก็บได้ในชุดแรกนี้เป็นที่รู้จักในนามของชาหัวปี ซึ่งเป็นชาที่มีราคาแพงที่สุด แต่ส่วนใหญ่ยอดชาที่ผลิออกชุดแรกจะเป็นยอดที่มีก้านใหญ่  ใบอวบ หนา ยอดชาลักษณะเช่นนี้ เป็นยอดชาที่ผู้ประกอบการไม่นิยมใช้เนื่องจาก ยากแก่การควบคุณคุณภาพ ขาดความสม่ำเสมอของยอดชา เพราะมักพบว่ายอดชามีการพัฒนาไม่พร้อมกัน ยอดชาที่ผลิออกจากการตัดแต่งในช่วงเวลาดังกล่าว มักทิ้งช่วงการแตกยอดออกไปประมาณ 2-3 เดือนหลังจากชุดแรก ซึ่งสาเหตุดังกล่าวทำให้เกษตรกรผู้ปลูกชาขาดรายได้ เพราะการให้ผลผลิตไม่ต่อเนื่อง
                ดังนั้น การแก้ไขปัญหาด้านปริมาณและคุณภาพของชาไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค จำเป็นต้องมีวิธีการการตัดแต่งทรงพุ่มชาเข้ามาช่วย เพราะจะทำให้ต้นชาสามารถให้ผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง มีผลผลิตรวมต่อปีสูง มีขนาดยอดที่สม่ำเสมอเหมาะสำหรับการแปรรูปเป็นชาคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั่งในและต่างประเทศ
   
1. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกชา

โดยทั่วไปพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกชาเพื่อการผลิตชาคุณภาพ ควรมีความสูงตั้งแต่ 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป จากการที่มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นมีอุณหภูมิที่เหมาะสม ต่อปัจจัยของการสะสมสารอาหารภายในใบชาที่ทำให้ชามีคุณภาพดีกว่าการปลูกบนที่ราบทั่วๆไป สำหรับสวนชาขนาดใหญ่ที่
ใช้เครื่องจักรในการดำเนินการ ควรมีพื้นที่ลาดเอียงไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ถ้าลาดเอียงมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ควรทำขั้นบันได โดยให้มีความกว้างไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
1.1 ลักษณะดิน
                     ชาเป็นพืชที่ชอบดินที่มีปฏิกิริยาความเป็นกรด ดินควรเป็นดินร่วนที่มีการระบายน้ำได้ดี หน้าดินมีอินทรียวัตถุสูง มีธาตุไนโตรเจนมาก และชาชอบดินกรดจัดถึงกรดปานกลางค่าปฏิกิริยาของดินความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง pH 4.5-6.0 ความลาดชันไม่ควรเกิน 45 องศา (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 2551)
1.2 แสงแดด
           แสงแดดหรืออุตราไวโอเลตเป็นปัจจัยที่สำคัญ ที่มีผลต่อคุณภาพด้านกลิ่นและรสธรรมชาติของใบชาที่ปลูกบนพื้นที่สูง ซึ่งในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ดังนั้นมีช่วงการได้รับแสงน้อย การวางแผนการปลูกจึงควรคำนึงถึงทิศทางของแสงแดดด้วย
1.3 อุณหภูมิ
    อุณหภูมิที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส คงที่ตลอดปีคุณภาพของใบชาโดยเฉพาะด้านกลิ่นและรสชาติ (flavour) จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ฉะนั้นจึงมีความเกี่ยวข้องกับสภาพพื้นที่ปลูกอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้พื้นที่ที่มีความสูงมากจะมีอากาศหนาวเย็นและอุณหภูมิคงที่เกือบตลอดทั้งปี จะส่งผลให้ผลผลิตใบชาสดมีคุณภาพแต่จะให้ผลผลิตต่ำ ซึ่งตรงข้ามกับพื้นที่ต่ำอุณหภูมิสูง จะให้ผลผลิตสูงแต่คุณภาพต่ำ
1.4 ความชื้น
                    การปลูกชาบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ยังมีการอนุรักษ์ป่าและสภาพแวดล้อมที่ดี มีสภาพป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์จะมีความชื้นสูงในอากาศสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้ง ทั้งนี้ต้องมีการจัดการภายในแปลงปลูกที่ดีโดยมีการคลุมดิน (mulching) ด้วย เศษหญ้า เศษฟางและใบไม้แห้ง เพื่อช่วยรักษาความชื้นบริเวณโคนต้นอย่างสม่ำเสมอ
                1.5 ปริมาณน้ำฝน
    มีปริมาณน้ำฝนอย่างน้อยเฉลี่ยปีละ 1,140-1,270 มิลลิเมตรต่อปี เพราะถ้าขาดน้ำจะทำให้ต้นชาชะงักไม่แตกยอดทำให้ผลผลิตลดลง (สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง, 2559) 

2. การปลูกและการดูแลรักษาชา
2.1 การเตรียมดิน
                 ควรทำการไถพลิกหน้าดินและไถพรวน เพื่อปรับโครงสร้างดินและกำจัดวัชพืชอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนปลูก ถ้าปลูกในพื้นที่ลาดชันตั้งแต่ 5 องศาขึ้นไป ต้องวางแนวปลูกตามขั้นบันได เพื่อลดการพังทลายของดิน และให้มีความกว้างของขั้นบันไดอย่างน้อย 1 เมตร
2.2 ระยะปลูก
                     ขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยยึดหลักดินเลวปลูกถี่ดินดีปลูกห่าง
                                      ตารางที่ 1 ระยะห่างของการปลูกชา
ระยะปลูก(เมตร) แถว x ต้น
จำนวนต้นต่อไร่
2 x 1
800
1.5 x 0.75
1,420
1.2 x 0.60
2,200
                                 ที่มาศุภนารถ และ อัญชลี (ม...)
2.3 การเตรียมหลุมปลูก
     หลุมปลูกควรมีขนาด กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50 x 50 x 50 หรือ 50 x 50 x 75 หรือ 25 x 25 x 50 เซนติเมตร เนื่องจากต้นชาสามารถแทงรากลงไปได้ลึกและรวดเร็ว
2.4 การปลูกชา
                     ช่วงเวลาที่เหมาะสมควรเป็นช่วงต้นฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน ภายหลังจากมีฝนตก 2-3 ครั้ง เพื่อให้ดินมีความชื้นเพียงพอ ต้นกล้าที่จะนำมาปลูก ถ้าปลูกจากต้นด้วยการเพาะเมล็ดเมล็ดควรมีอายุ 18-24 เดือน ต้นปักชำควรมีอายุ 18 เดือน ควรจะลดการให้น้ำและพรางแสง เพื่อกระตุ้นให้กิ่งชาพร้อมสำหรับการย้ายปลูก การปลูกชาจีนใช้ระยะปลูก 1.2 x 0.60 เมตร ก่อนปลูกทำการขุดหลุมขนาด 25 x 25 x 50 เซนติเมตร แยกส่วนหน้าดินและดินชั้นล่าง  แล้วให้รองก้นหลุมด้วยหน้าดินผสมปุ๋ยฟอสเฟต อัตรา 40-50 กรัม เมื่อนำต้นชาลงปลูกให้ลึกเท่ากับระดับที่เคยอยู่ในถุงปุกชำหรือแปลงเพาะชำ จากนั้นกลบดินให้แน่นด้วยดินชั้นล่างผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้ว อัตรา 1-กิโลกรัม กดดินให้แน่นแล้วรดน้ำทันที ควรรักษาความชื้นของดินด้วยการใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมดิน
2.5 การให้น้ำ
                     ชาเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูงและสม่ำเสมอตลอดปี เพื่อให้มีการเจริญเติบโตทางกิ่งและใบ  การให้น้ำในสวนชาแบ่งมี 3 แบบคือ
                     2.5.1 การให้น้ำแบบปล่อยให้ท่วมทั้งแปลง พื้นที่ปลูกชาจะต้องมีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์และควรมีความลาดเทเล็กน้อย เพื่อระบายน้ำ
                     2.5.2 การให้น้ำแบบพ่นฝอย เป็นการให้น้ำที่นิยมกันมากในพื้นที่ปลูกชาใหญ่ ๆ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน วิธีนี้ต้องลงทุนสูงแต่ให้ผลคุ้มค่า
                     2.5.3 การให้น้ำแบบหยด เหมาะสำหรับพื้นที่ขาดแคลนน้ำ เช่น การปลูกชาบนที่สูง เพราะเป็นการใช้น้ำแบบประหยัด แต่การลงทุนค่อนข้างสูง
2.6 การใส่ปุ๋ย
                     ควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัส รองก้นหลุมก่อนปลูก หลุมละ 50 กรัม ส่วนไนโตรเจนเป็นธาตุที่สลายตัวได้ง่ายควรแบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ๆ ละเท่า ๆ กัน ควรใส่ช่วงต้นและปลายฤดูฝน และหลังจากการตัดแต่งทรงพุ่มชาด้วย โดยโรยปุ๋ยรอบโคนต้นตามรัศมีทรงพุ่มชา หรือโรยตามแนวแถวชาห่างประมาณ 1 ฟุต แล้วพรวนกลบ ปุ๋ยคอกควรใส่ปี ละ 1 ครั้ง (ศุภนารถ และ อัญชลี...)

ตารางที่ 2 การใส่ปุ๋ยให้แก่ต้นชาในช่วงอายุต่างๆ
อายุต้นชา
สูตรปุ๋ย
อัตราปุ๋ยเคมี(กรัม/ต้น/ปี)
ปุ๋ยคอก(กรัม/ต้น/ปี)
ปี 1
15-15-15
100 กรัม
----
ปี 2
46-0-0
15-15-15
100 กรัม
100 กรัม
----
ปี 3
46-0-0
15-15-15
100 กรัม
100 กรัม
กิโลกรัม
ปี 4
46-0-0
15-15-15
200 กรัม
200 กรัม
กิโลกรัม
ปี เป็นต้นไป
46-0-0
15-15-15
300 กรัม
300 กรัม
กิโลกรัม
  ที่มาศุภนารถ และ อัญชลี (ม...)

 2.7 การกำจัดวัชพืช
                     วัชพืชเป็นเรื่องสำคัญของสวนชา วิธีการกำจัดวัชพืชมีหลายวิธี ได้แก่ การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและได้ผลดีในสวนชาขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามเกษตรกรผู้ดูแลสวนชาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและปริมาณสารเคมีตกค้างในแปลงชา ดังนั้นการกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารเคมีจึงเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ การกำจัดวัชพืชที่ใช้กันมากคือการกำจัดวัชพืชด้วยวิธีเขตกรรม วิธีเขตกรรมนี้มีความปลอดภัย และไม่ทำให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในสวนชา โดยการใช้กรรไรตัดหญ้า มีด เสียม หรือจอบช่วยในการกำจัดวัชพืช การพรวนดินควรพรวนดินในระดับตื้น ๆ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อระบบราก นอกจากนี้สามารถกำจัดวัชพืชโดยการคลุมดิน การคลุมดินจะช่วยชะลอการเจริญเติบโตของวัชพืชได้ ( ธีรพงษ์, 2555)
2.8 การเก็บเกี่ยวชา
                    การเก็บยอดชาจะเลือกเก็บ ยอดตูม ใบบาน สำหรับชาอื่นๆและชาดำ หรือ 3-ใบ สำหรับชาเขียวโดยทั่วไป  และวิธีการเก็บยอดชามี 3 วิธีคือ การเก็บโดยใช้มือเด็ด ใช้กรรไกรตัด และการเก็บยอดชาโดยใช้เครื่องจักร
                      2.8.1 การเก็บยอดชาโดยการใช้มือเด็ด วิธีการนี้นิยมใช้ในสวนชาขนาดเล็ก หรือสวนชาที่ปลูกตามไหล่เขาซึ่งไม่สะดวกต่อการใช้เครื่องจักร หรือสวนชาที่ต้องการผลิตชาคุณภาพสูงและมีราคาแพง การเก็บยอดชาโดยวิธีนี้ทำให้สามารถเลือกขนาดของยอดชาได้ แต่เป็นวิธีการที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานสูง  นอกจากนี้ หากแรงงานที่จ้างมีคุณภาพต่ำเช่น ขาดความรู้ในการเก็บหรือเก็บยอดโดยไม่ระมัดระวัง จะทำให้ยอชาสดที่ได้มีคุณภาพต่ำไปด้วย ถ้าหากเป็นแรงงานที่มีความรู้ความสามารถอัตราค่าจ้างจะสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้สูงตามไปด้วย นอกจากนี้การเก็บยอดชาด้วยมือ จะทำให้ความสูงของทรงพุ่มชาหลังการเก็บยอดไม่สม่ำเสมออยากแก่การเก็บยอดในครั้งต่อไป แต่อย่างไรก็ดีการเก็บยอดชาด้วยวิธีนี้ สามารถเลือกยอดชาที่มีคุณภาพดีไปทำการผลิตชาคุณภาพดีได้ สำหรับแรงงานที่มีคุณภาพ สามารถเก็บได้ประมาณ 10-15 กิโลกรัมต่อวัน
                     2.8.2 การเก็บยอดชาโดยการใช้กรรไกรตัด วิธีการนี้นิยมใช้ในสวนชาขนาดเล็ก หรือสวนชาที่ปลูกตามไหล่เขาซึ่งไม่สะดวกต่อการใช้เครื่องจักร การเก็บยอดชาด้วยวิธีนี้สามารถเก็บยอดได้มากกว่าการเก็บด้วยมือ แต่ไม่สามารถเลือกขนาดของยอดชาได้ สามารถเก็บได้ประมาณ 60-100 กิโลกรัมต่อวัน
                        2.8.3 การเก็บยอดชาโดยใช้เครื่องจักร วิธีการเก็บยอดชาด้วยเครื่องจักรเหมาะสำหรับสวนที่มีขนาดใหญ่หรือสวนที่ปลูกชาในพื้นที่ที่สามารถใช้เครื่องทุ่นแรงได้ การเก็บยอดชาด้วยเครื่องจักรจะไม่สามารถเลือกขนาดของยอดชาได้ ดังนั้นการเก็บยอดชาด้วยวิธีนี้จึงต้องกำหนดเวลา การเก็บด้วยการตัดแต่งดังเช่นในประเทศญี่ปุ่น หลังจากทำการตัดแต่งในช่วงเดือนตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน ชาจะพักตัวและเริ่มแตกยอดใหม่ประมาณเดือนมีนาคม  ยอดใหม่นี้จะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี การจัดการสวนชาด้วยวิธีนี้ จำเป็นต้องมีช่วงเวลาในการจัดการที่แน่นอน (สมพล, 2559)

3. ฤดูกาลที่มีผลต่อการตัดแต่งทรงพุ่มชา
                การตัดแต่งทรงพุ่มชาจะกระทำในฤดูหนาวเป็นช่วงที่ต้นชาพักตัว คือวันที่ 5 ของเดือนมกราคมทำให้ ยอดชาที่ได้มีผลผลิตยอดชารวมตลอดทั้งปีสูง และให้คุณภาพยอดชาสด ในแง่ของน้ำหนักยอด น้ำหนักใบยอด น้ำหนักก้าน สูงเช่นกัน  เมื่อทำการศึกษาถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชาที่ได้จากการแปรรูป ยอดชาชุดแรกที่ผลิหลังจากการตัดแต่งทรงพุ่มชาคือ กลางเดือนมีนาคม พบว่า ชาจีนที่แปรรูป จากยอดชาสดที่ได้จากการตัดแต่งทรงพุ่มในวันที่ 5 ของเดือนมกราคม ให้ผลผลิตยอดชาสดสะสมในปีต่าง ๆ น้ำหนักเฉลี่ยรวมสูงถึง 315.1 กิโลกรัม มากกว่าผลผลิตยอดชาสดที่ได้จากการตัดแต่งในเดือนอื่น ๆ ดังตารางที่แสดงต่อไปนี้(ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 ผลผลิตยอดชาสดสะสมในปีต่าง ๆ (กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี)
กรรมวิธี
น้ำหนักผลผลิต
ยอดชาสดปีที่1
น้ำหนักผลผลิต
ยอดชาสดปีที่2
น้ำหนักผลผลิต
ยอดชาสดปีที่3
น้ำหนักผลผลิตรวมเฉลี่ย (กิโลกรัม/ไร่/ปี)
ตัดแต่งเดือนพฤศจิกายน
363.5
260.0
9.68
210.8
ตัดแต่งเดือนมกราคม
480.0
382.4
83.56
315.1
ตัดแต่งเดือนมีนาคม
390.5
255.0
87.91
204.5
ตัดแต่งเดือนพฤษภาคม
400.2
197.6
46.20
214.7
ตัดแต่งเดือนกรกฎาคม
247.2
285.0
79.38
203.9
ตัดแต่งเดือนกันยายน
127.3
305.0
78.23
196.8
หมายเหตุ ผลผลิตปีที่สามต่ำเนื่องจากเก็บผลผลิตถึงเดือนมิถุนายน
ที่มาอุทัย (2554)

ชาจีนที่แปรรูป จากยอดชาสดที่ได้จากการตัดแต่งทรงพุ่มในวันที่ 5 ของเดือนมกราคม ให้คุณภาพของยอดชาที่มีน้ำหนักยอด ใบ ก้าน และความยาวปล้องที่สม่ำเสมอเหมาะแก่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาจีนคุณภาพดีดังตารางที่แสดงต่อไปนี้ (ตารางที่ 4)

ตารางที่ คุณภาพยอดชาจากการตัดแต่งทรงพุ่มในเดือนต่าง ๆ
กรรมวิธี
น้ำหนักยอดเฉลี่ย
(กรัมต่อยอด)
น้ำหนักใบเฉลี่ย
(กรัมต่อยอด)
น้ำหนักก้านเฉลี่ย
(กรัมต่อยอด)
ความยาวปล้อง
(กรัมต่อยอด)
ตัดแต่งเดือนพฤศจิกายน
45.38
34.69
10.69
1.740
ตัดแต่งเดือนมกราคม
38.43
30.30
9.122
1.816
ตัดแต่งเดือนมีนาคม
33.15
25.46
8.603
1.852
ตัดแต่งเดือนพฤษภาคม
19.16
14.11
5.436
1.845
ตัดแต่งเดือนกรกฎาคม
18.73
13.83
5.610
2.091
ตัดแต่งเดือนกันยายน
19.24
14.43
6.581
2.073
   ที่มาอุทัย (2554)

                ชาจีนที่แปรรูป จากยอดชาสดที่ได้จากการตัดแต่งทรงพุ่มในวันที่ 5 ของเดือนมกราคม ให้ผลิตภัณฑ์ชาที่มีขนาดเล็ก ใบอ่อนม้วนตัวได้ดี น้ำชามีกลิ่นหอมจัดและหอมกว่าผลิตภัณฑ์ชาที่ได้จากการตัดแต่งในเดือนอื่น ๆ น้ำชามีสีเขียวงอมเหลือง-สีเหลือง ดังตารางที่แสดงต่อไปนี้ (ตารางที่ 5)
ตารางที่ การเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ชาจีนที่ได้จากการแปรรูปชาชุดแรกหลังจากตัดแต่ง
กรรมวิธี
คุณภาพผลิตภัณฑ์ชาจีนจากการแปรรูป
ตัดแต่งเดือนพฤศจิกายน
ผลิตภัณฑ์ชาที่ได้มีสีเขียวอมเทา มีขนาดเล็กม้วนตัวได้ดี มีใบแก่ปน กลิ่นหอมจัด น้ำชาสีเขียวอมเหลือง-ค่อนข้างเหลือง
ตัดแต่งเดือนมกราคม
ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีสีเขียวอมเทา มีขนาดเล็กม้วนตัวได้ดี มีกลิ่นหอมจัด น้ำชาสีเขียวอมเหลือง-ค่อนข้างเหลือง
ตัดแต่งเดือนมีนาคม
ผลิตภัณฑ์ชาที่ได้มีสีเขียวอมเทา มีขนาดกลาง ม้วนตัวได้ดีมีกลิ่นหอมค่อนข้างจัด น้ำชาสีเขียวอมเหลือง
ตัดแต่งเดือนพฤษภาคม
ผลิตภัณฑ์ชาที่ได้มีสีเขียวอมเทาสม่ำเสมอ มีขนาดปานกลาง-ใหญ่ ม้วนตัวได้ดีมีกลิ่นหอมอ่อน น้ำชาสีเขียวอมเหลือง
ตัดแต่งเดือนกรกฎาคม
ผลิตภัณฑ์ชาที่ได้มีสีเขียวอมเทาสม่ำเสมอ มีขนาดปานกลาง-ใหญ่ ม้วนตัวได้ดี มีใบยอดขนาดใหญ่ปน กลิ่นหอมอ่อน น้ำชาสีเขียวอมเหลือง
ตัดแต่งเดือนกันยายน
ผลิตภัณฑ์ชาที่ได้มีสีเขียวอมเทาสม่ำเสมอ มีขนาดปานกลาง-ใหญ่ ม้วนตัวได้ดี มีใบยอดขนาดใหญ่ปน มีกลิ่นหอมอ่อน น้ำชาสีเขียวอมเหลือง
  ที่มาอุทัย (2554)

4. ปัจจัยในการตัดแต่งทรงพุ่มชา
            4.1 จะทำการตัดแต่งเมื่อต้นชา ตั้งตัวได้แล้วประมาณ 3 เดือนหลังจากปลูก และทำการตัดแต่งทรงพุ่มประจำทุกปี แต่ละปีจะมีการตัดแต่งทรงพุ่มที่ระดับความสูงที่เหมาะสมสำหรับต้นชาอายุต่างๆ
                4.2 ฤดูกาลที่เหมาะสมต่อการตัดแต่งทรงพุ่ม ควรตัดแต่งในช่วงฤดูหนาว ที่ต้นชามีการพักตัวคือ ช่วงวันที่ 5 ของเดือน มกราคม และให้ผลผลิตชุดแรก กลางเดือนมีนาคม
4.3 ใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่งหรือเครื่องตัดแต่งกิ่งแบบเครื่องยนต์ที่ได้มาตรฐาน พร้อมวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และลดความเสียหายที่จะเกิดกับกิ่งชา

5. วิธีการตัดแต่งเละควบคุมทรงพุ่มชา
                การตัดแต่งเป็นขั้นตอนที่สัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณ และคุณภาพของผลผลิตชา การจัดการทรงพุ่มที่เหมาะสมจะทำให้ชาสามารถให้ผลผลิตได้นาน และสะดวกต่อการดูแลรักษาสวนชา ในที่นี้จะแบ่งการตัดแต่งออกเป็นสองลักษณะคือ การจัดทรงพุ่มใหม่ (training) และการตัดแต่งทรงพุ่ม (pruning)
5.1 การจัดทรงพุ่มใหม่ (training) เป็นการตัดแต่งเพื่อบังคับทรงพุ่มของชาให้เตี้ย และเจริญเติบโตทางด้านข้าง การตัดแต่งในลักษณะนี้กระทำครั้งแรก หลังการย้ายปลูก ได้ 3 เดือน โดยตัดยอดต้นกล้าที่ระดับความสูง 10-15 เซนติเมตร (ในช่วงฤดูหนาว วันที่ 5 ของ เดือนมกราคม) หลังจากตัดยอดครั้งแรกหลังย้ายปลูก จะปล่อยให้ต้นกล้ามีการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และเริ่มควบคุมทรงพุ่มอีกครั้งในปีที่ 2 เมื่อต้นชาอายุ 2 ปี จึงตัดยอดเพื่อควบคุมทรงพุ่มที่ระดับความสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร (กระทำในช่วงเดียวกันกับการควบคุมทรงพุ่มครั้งแรก) เมื่อต้นชาอายุ 3 ปี จึงตัดยอดเพื่อควบคุมทรงพุ่มที่ระดับความสูงประมาณ 30-35 เซนติเมตร (กระทำในช่วงเดียวกันกับการควบคุมทรงพุ่มในครั้งที่ 2 หรือเมื่อชาอายุ 2 ปี) โดยปล่อยให้ต้นชาแตกกิ่งข้างได้เต็มที่ ทรงพุ่มชาจะเริ่มชนกันเมื่อต้นชาอายุ ปี จึงตัดยอดเพื่อควบคุมทรงพุ่มที่ระดับเก็บผลผลิตความสูงประมาณ 40-45 เซนติเมตร เมื่อต้นชาอายุได้ประมาณ 4 ปี สามารถเก็บยอดชาแปรรูปเป็นชาชิดต่างๆ ได้ ในการตัดแต่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มแต่ละครั้ง ควรนำกิ่งที่ตัดออกไปคัดเลือกสำหรับใช้ขยายพันธุ์เพื่อเป็นการลดต้นทุนสำหรับค่าต้นพันธุ์ชาต่อไป (การตัดแต่งประจำปีควรทำในช่วงวันที่ 5 ของเดือนมกราคมจะได้ชาที่มีปริมาณและคุณภาพดีที่สุด) การตัดแต่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มควรตัดแต่งเฉพาะด้านบนของทรงพุ่มเท่านั้น 
5.2 การตัดแต่งทรงพุ่ม (pruning) การตัดแต่งทรงพุ่มส่วนใหญ่กระทำเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ผลผลิต เป็นการรักษาระดับความสูงให้เหมาะสมต่อการจัดการ ช่วยลดการระบาดของโรคและแมลง ช่วยเพิ่มคุณภาพของยอดชาสด และเพิ่มผลผลิต การตัดแต่งทรงพุ่ม แบ่งออกเป็น 5 ระดับตามความรุนแรงของการตัดแต่งกิ่งดังนี้
      5.2.1 การตัดแต่งให้พุ่มชาอยู่ในแนวระดับเก็บเกี่ยว (skiffing)
      5.2.2 การตัดแต่งเพื่อเพิ่มกิ่งก้านและทำความสะอาดทรงพุ่ม (light pruning)
      5.3.3 การตัดแต่งเพื่อลดระดับความสูงของทรงพุ่มชา (medium pruning) 
      5.3.4 การตัดแต่งเพื่อจัดโครงสร้างทรงพุ่มใหม่ (heavy pruning)
             5.3.5 การตัดแต่งให้ได้ต้นใหม่ (collar pruning)
      หลังจากจัดทรงพุ่มใหม่ในชาปลูกใหม่เสร็จ (ชาจะมีอายุประมาณ ปีระดับความสูงของทรงพุ่มประมาณ 40-45 เซนติเมตร (ตัดแต่งช่วงฤดูหนาววันที่ 5 ของเดือน มกราคมเมื่อชาพ้นการพักตัวจะเริ่มแตกยอดใหม่ ปล่อยให้ยอดชามีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ เมื่อถึงช่วงประมาณกลางเดือนมีนาคม จึงทำการเก็บยอดชา ยอดชาที่ได้เรียกว่าชาชุดที่ 1 หรือชาหัวปี ในแต่ละปีจะเก็บยอดชาได้ 3 ครั้ง หลังจากเก็บยอดชาครั้งที่ 3 (ประมาณเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคมจึงปล่อยให้ชามีการแตกยอดใหม่และเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ก่อนชาจะพักตัวจึงทำการตัดทรงพุ่มชาให้เหลือความสูงประมาณ 50-55 เซนติเมตร เรียกการตัดแต่งนี้ว่า Light Skiffing เป็นการตัดแต่งนี้เป็นการตัดแต่งประจำทุก ๆ ปี ทรงพุ่มชาจะสูงขึ้นประมาณ 10 เซนติเมตร ในทุก ๆ ปี (ความสูงทรงพุ่มจะประมาณ 70-80 เซนติเมตรจึงตัดทรงพุ่มให้เตี้ยลงมาให้เหลือระดับความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร การตัดแต่งนี้เรียกว่า Deep Skiffing เมื่อชาให้ผลผลิตติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปีและผ่านการตัดแต่งกิ่งหลายครั้ง จะมีกิ่งสั้น ๆ เนื่องจากการตัดแต่งทุกครั้งจะตัดเหนือระดับเดิมเป็นจำนวนมาก และเนื่องจากเกิดความหนาแน่นของกิ่งสั้น ๆ (ตีนกามากเกินไป ทำให้การแตกยอดใหม่ของชาลดลง ดังนั้นจึงควรทำการตัดกิ่งเหล่านี้ทิ้ง พร้อมทั้งตัดให้เกิดระดับการให้ผลผลิตขึ้นใหม่ ซึ่งกระทำได้โดยการตัดทรงพุ่มที่ระดับความสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร การตัดแบบนี้เรียกว่า Medium Pruning (ปกตินิยมกระทำทุก 4-5 ปีและเมื่อชามีการให้ผลผลิตติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ต้นชาทรุดโทรมให้ผลผลิตลดลง มีการแตกกิ่งแขนงลดลง จึงสมควรทำการตัดแต่งเพื่อจัดกิ่งหลักใหม่ โดยตัดแต่งที่ระดับความสูงประมาณ 15 เซนติเมตร และปล่อยให้ต้นชามีการแตกกิ่งใหม่  เรียกการตัดแต่งนี้ว่า  Heavy Pruning ส่วนการตัดแต่งชาที่มีความทรุดโทรมมาก เพื่อเป็นการทำหนุ่มสาวใหม่ (rejuvinility) นั้นไม่มีเวลากำหนดที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพของต้นชาเป็นหลัก สำหรับชาที่ขาดการดูแลรักษา จะทรุดโทรมเร็วกว่าชาที่มีการดูแลรักษาดี ซึ่งจำเป็นต้องทำหนุ่มสาวใหม่ก่อน โดยการตัดชาทั้งต้นที่ระดับคอดิน และปล่อยให้มีการแตกกิ่งตั้งทรงพุ่มใหม่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิตได้ใหม่ การตัดแต่งแบบนี้เรียกว่า Collar Pruning (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 2551)


6. ข้อดีของการตัดแต่งทรงพุ่มชา
เพื่อให้ยอดชาที่ได้มีคุณภาพดี จำเป็นต้องอาศัยการตัดแต่งกิ่งในช่วงเวลาที่เหมาะสมเข้ามาช่วย และข้อดีของการตัดแต่งทรงพุ่มชามีดังนี้
6.1 ช่วยให้ชามีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น
6.2 ช่วยให้ชาที่ได้มีคุณภาพของยอดชาสด ในแง่ของน้ำหนักยอด น้ำหนักใบยอด น้ำหนักก้าน       ที่เหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภค
6.3 ช่วยให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ชาที่ได้จากการแปรรูป ได้ผลิตภัณฑ์ชาที่มีขนาดเล็ก ใบอ่อนม้วนตัวได้ดี น้ำชามีกลิ่นหอมจัด
6.6 ช่วยให้ผลผลิตชาที่ได้สามารถให้ผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง มีผลผลิตรวมต่อปีสูง มีขนาดยอดที่สม่ำเสมอเหมาะสำหรับการแปรรูปเป็นชาคุณภาพดี
6.4 ช่วยรักษาระดับความสูงของต้นชาให้เหมาะสม เพื่อสะดวกต่อการเก็บเกี่ยวยอดชา
6.5 ช่วยลดการระบาดของโรคและแมลง

สรุป

ชาเป็นพืชสวน ที่ทุกคนรู้จักกันดี นิยมนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มแบบชนิดผง และแบบเป็นใบที่ตากแห้ง ซึ่งภายในใบอ่อนไปจนถึงยอดตูมของชา มีสารที่เป็นประโยชน์มากมายหลายชนิดที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ชากำลังเป็นที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มที่มีวางขายทั่วประเทศในแบรนต่าง ๆ ชาที่นิยมนำมาแปรรูปมีทั้งชาญี่ปุ่น ชาอู่หลง และชาจีน การเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตชาโดยการตัดแต่งควบคุมทรงพุ่มในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้ได้ยอดชาที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นผลผลิตต่อปีสูง พร้อมทั้งมีคุณภาพยอดชาสดที่ดี และยอดชาที่ได้มีความสม่ำเสมอกัน เมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาชงดื่ม ชามีกลิ่นหอมจัด น้ำชาสีเขียวอมเหลือง-ค่อนข้างเหลือง เป็นที่ต้องการของตลาด จึงทำให้ชามีราคาสูงขึ้นช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรทางภาคเหนือเป็นอย่างดี